หน้าหลัก
เลือกภาษา    ไทย / อังกฤษ 
 » ความรู้เกี่ยวกับแผลกดทับ
 » การป้องกันและดูแลปัญหาแผลกดทับ
 » ข้อแนะนำในการเลือกใช้ที่นอนลม
 » ข้อแตกต่างระหว่างที่นอนแบบลอนกับรังผึ้ง
 » ข้อแตกต่างระหว่างที่นอนไทยกับนำเข้า
 » วิธีการใช้งาน ติดตั้งและดูแลรักษาที่นอนลม
 » หากที่นอนลมผิดปกติ
 » การรับประกันสินค้าและการซ่อมแซม
 » ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ
 » วิธีการสั่งซื้อ / ชำระค่าสินค้า
 » British standard คืออะไร
 » กิจกรรมเพื่อสังคม
 » จดหมายขอบคุณจากทางโรงพยาบาล
 » ทำไมเราต้องผลิตที่นอนลมเองในประเทศ
 » เว็บบอร์ด
 » ติดต่อเรา/แผนที่
 » ที่นอนลมสำหรับสุนัข    
  สินค้า
 » ที่นอนลมแบบลอน อัลเท็ม เอส
 » ที่นอนลมแบบรังผึ้ง อัลเท็ม บับเบิ้ล
 » แผ่นช่วยพยุงหลัง
 » เจลประคบร้อน-เย็น
 เว็บไซต์เพื่อคนพิการ
 » มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย
 » มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ
 » มูลนิธิเด็ก
 » Tour สำหรับผู้ใช้วีลแชร์
 » ศูนย์สื่อการศึกษาเพื่อคนพิการ
 » สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม (ไทย)
 » มูลนิธิเมาไม่ขับ
 » มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่
 » มูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ
 »สถานสงเคราะห์เด็กพิการและทุพพลภาพ    ปากเกร็ด
 »  มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ
 »  สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย
 »  ศูนย์อาชีพออทิสติกไทย
 » 
 » 
 » 
 เว็บไซต์ร้านขายยา
 » ชมรมร้านขายยาแห่งประเทศไทย
 » สมาคมร้านขายยาแห่งประเทศไทย

 » สภาเภสัชกรรม

 » 
 บทความน่าสนใจ
 »  การประมาณค่าใช้จ่ายในการรักษาแผลกดทับ
 »  ถุงทองกระดูฏสันหลังงอกทับเส้นประสาท
 »  เรื่องของเจ้าทองที่เป็นแผลกดทับ
 »  เส้นเลือดในสมองตีบทำให้เป็นอัมพฤษอัมพาต
 » ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก
 » air hole
 » ที่นอนลมบับเบิ้ล
 » วิธีการเลือกซื้อที่นอนลมให้เหมาะสมกับผู้ป่วย
 
 




Copyright © 2004-2005 BedsoreThai.com
All rights reserved



 การป้องกันและดูแลแผลกดทับ

การป้องกันแผลกดทับที่ได้ผลดีที่สุดนั้น คือ การป้องกันสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของการเกิดแผลกดทับ

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของการเกิดแผลกดทับแบ่งเป็น 2 ปัจจัย คือ
1. ปัจจัยภายใน ได้แก่ สภาพของผู้ป่วยเองอายุที่สูงขึ้น ชั้นไขมันใต้ผิวหนังบางลง โรคประจำตัว สภาวะโภชนาการที่แย่ลง การจำกัดการเคลื่อนไหว และการควบคุมการขับถ่ายที่ลดลงเป็นต้น ซึ่งเป็นปัจจัยเสริมให้เกิดแผลกดทับ
2. ปัจจัยภายนอก ได้แก่แรงกด แรงเลื่อนไถล แรงเสียดทาน และความเปียกชื้น ซึ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นร่วมกันปัจจัยภาย ในทำให้เกิดแผลกดทับขึ้นและแผลมีแนวโน้มที่จะเป็นเพิ่มมากขึ้นถ้าไม่ได้ลดปัจจัย ดังกล่าว

แรงกด (Pressure) แรงกดที่มีผลต่อผิวหนังและขัดขวางการส่งผ่านของออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงเนื้อเยื่อคือแรงกดประมาณ 32 mmHg บริเวณที่เป็นส่วนของปุ่มกระดูกเมื่อถูกกดทับ แรงกดและน้ำหนักจะมีผลต่อเนื้อเยื่อตั้งแต่ชั้นในสุดที่ติดกับกระดูกและขยาย ออกมาถึงพื้นผิวด้านนอกเป็นลักษณะ cone-shape เมื่อผู้ป่วยนอนอยู่ที่เตียงในโรงพยาบาลวัดแรงกดได้ 150 mm Hg และเมื่อนั่งจะมีแรงกด > 300 mm Hg ถ้าผู้ป่วยไม่ได้มีการเคลื่อนไหวร่างกายเลยก็จะมีผลให้เกิดเนื้อเยื่อขาดเลือดไปเลี้ยงได้ ถ้ามีการเคลื่อนไหวทุก 2 ชม. แรงกดจะลดลงเหลือ 70 mmHg และถ้ามีการลดแรงกดเป็นพักๆจะช่วยลดการเกิดอันตราย / การ บาดเจ็บของเนื้อเยื่อได้

การป้องกัน (Prevention)

จากสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่กล่าวมา ทำให้เราสามารถหาแนวทางการป้องกันแผลกดทับได้ดังนี้

1. การลดแรงกด (Pressure reduce) การลดแรงกดเป็นปัจจัยสำคัญ ปัจจัยหนึ่งในการลดการเกิดแผลกดทับแบ่งได้
2 ทาง เลือกคือการจัดท่าผู้ป่วยและการเลือกใช้อุปกรณ์ลดแรงกด (pressure-reducing)


การจัดท่าผู้ป่วย (Patient Positioning) การพลิกตะแคงตัวผู้ป่วยเป็นหลักเบื้องต้นในการป้องกันแผลกดทับ
1.1 พลิกตะแคงตัวผู้ป่วยอย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง และควรมีการบันทึกไว้ ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับสูงสามารถ พลิกตะแคงตัวผู้ป่วยได้บ่อยกว่าทุก 2 ชั่วโมง หากพบว่าที่ผิวหนังมีรอยแดงเกิดขึ้นนอกจากนี้การพลิกตะแคงตัวยังขึ้นกับชนิดของที่นอนด้วย
1.2 ในการพลิกตะแคงตัวผู้ป่วยควรตะแคงตัวให้สะโพกเอียงทำมุม 30 องศากับที่นอนเพื่อหลีกเลี่ยงแรงกดโดยตรงกัน greater trochanter ในการจัดท่านอนหงายควรมีหมอนสอดคั่นระหว่างหัวเข่าและระหว่างตาตุ่ม 2 ข้างเพื่อป้องกันการ กดทับเฉพาะที่
1.3 ป้องกันการเกิดแผลกดทับบริเวณส้นเท้าโดยการใช้หมอนรองบริเวณน่องหรือขาส่วนล่างให้ส้นเท้าลอยพ้นพื้นที่นอนไม่ ให้ถูกกด
1.4 ในการจัดท่านอนศรีษะสูง ไม่ควรสูงเกิน 30 องศา เพื่อป้องกันการเกิดการเลื่อนไถลและการกดทับจาก Pressure และ Shear forces แต่ถ้าจำเป็นต้องนอนศรีษะสูงเพื่อให้อาหารทางสายยาง ควรลดระดับลงเหลือ 30 องศา ภายหลังจากให้ อาหารแล้วประมาณ 30 นาที - 1 ชั่วโมง
1.5 หลีกเลี่ยงการใช้ห่วงยาง (Rubber Ring / Donut - Type) และมีถุงมือยางใส่น้ำรองบริเวณปุ่มกระดูก 1.6 ในการยกตัวผู้ป่วยควรใช้ผ้ายกตัว ไม่ควรใช้วิธีลากและไม่ควรเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหรือยกผู้ป่วยเพียงลำพังหากผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ในรายที่เป็นอัมพาตท่อนล่างสามารถช่วยยกตัวได้โดยใช้ trapeze ที่ติดอยู่ที่หัวเตียง
1.7 ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตจากการบาดเจ็บของไขสันหลัง ควรนอนบนหมอนขวางที่วางเว้นปุ่มกระดูกและสามารถนอนคว่ำได้ โดยไม่ต้องพลิกตัวได้ตลอดทั้งคืน เมื่อผู้ป่วยอยู่ในท่านั่งไม่ว่าจะเป็นรถเข็นหรือเก้าอี้ในผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตท่อนล่างควรมีการ ลดแรงกดโดยการยกก้น (นั่ง 30 นาที ยกก้น 30 วินาที) หรือเอียงตัวให้กันด้านหนึ่งลอยหรือให้ญาติเข้าช่วยทางด้านหลังยกตัวผู้ป่วยให้ก้นลอย
1.8 ในการนั่งรถเข็นควรสวมรองเท้า / รองเท้าหุ้มส้นทุกครั้งและสายรัดกันเท้าตกเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นขณะเข็นรถได้
1.9 ผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ควรอยู่ในท่านั่งได้ไม่เกินครั้งละ 1 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับ

อุปกรณ์ช่วยลดแรงกด จำแนกได้ 2 แบบ คือ
   - อุปกรณ์ ชนิด Static วางบนที่นอนเช่นที่นอนที่ทำจากเจล โฟม ลม และน้ำ การทำงานจะเป็นลักษณะลดแรงกดเฉพาะที่ ี่พื้นผิวสัมผัสของร่างกาย
   - อุปกรณ์ ชนิด Dynamic ใช้แปลงพลังงานในการหมุนเวียนของลมเพื่อลดแรงกดที่เกิดขึ้นกับชิ้นส่วนของร่างกาย

2. การดูแลผิวหนัง (Skincare) มีเป้าหมายเพื่อควบคุมและปรับปรุงเนื้อเยื่อที่ถูกกดให้มีความแข็งแรงและป้องกันไม่ให้เกิดการบาดเจ็บ
2.1 การทำความสะอาดร่างกายผู้ป่วยที่ผิวหนังแห้งหลีกเลี่ยงการใช้น้ำอุ่นในการทำความสะอาดร่างและสบู่ควรเลือกทำความ สะอาดร่างกายวันละครั้งหรือตามความเหมาะสม
2.2 สำหรับผู้ป่วยที่ผิวแห้งควรเพิ่มการทาโลชั่นโดยทา 3-4 ครั้งต่อวัน ถ้าเป็นครีมทา 2-3 ครั้งต่อวัน
2.3 ในรายที่ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ควรทำความสะอาดทุกครั้งที่มีการขับถ่ายและซับให้แห้งในการทำความสะอาดควร เช็ดอย่างเบามือและซับให้แห้งด้วยผ้าที่อ่อนนุ่ม หลังจากนั้นทาวาสลีนหรือโลชั่นทุกครั้งเพื่อปกป้องผิวหนังในส่วนนั้นเป็นแผลจากความเปียกชื้น
2.4 ควรหาสาเหตุของการควบคุมการขับถ่ายไม่ได้และแก้ไข เช่นการฝึกการขับถ่ายปัสสาวะและการฝึกขับถ่ายอุจจาระ เป็นต้น
2.5 หลีกเลี่ยงบริเวณที่รับความรู้สึกได้น้อย หรืออ่อนแรงสัมผัสกับความรัอน เช่นการวางกระเป๋าน้ำร้อน ควรระวังให้มากและไม่ควรใช้กับผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตถ้าจะใช้ให้เลือกใช้ hot pack และควรห่อผ้าขนหนูก่อนวางพร้อมทั้งประเมิณ ความร้อนก่อนวางให้ผู้ป่วยทุกครั้ง และควรสังเกตุรอยแดง / ตุ่มพอง ที่อาจเกิดความร้อนที่ผิวหนังผู้ป่วย
2.6 หลีกเลี่ยงการนวดปุ่มกระดูก โดยเฉพาะที่มีรอยแดงจากการศึกษาการนวดปุ่มกระดูกจะให้การไหลเวียนของเลือดบริเวณ
นั้นลดลงและทำให้เนื้อเยื่อที่อยู่ลึกลงไปได้รับอันตรายจากการกดนวด
2.7 ส่งเสริมการเคลื่อนไหวของร่างกายโดยการทำ Passive exercise และ Fange of Motion ควรทำอย่างน้อยวันละ 2-3 ครั้ง
2.8 ระวังอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับผิวหนัง
2.9 ถ้ามีแผลกดทับ 1-2 สามารถใช้วัสดุปิดแผลจำพวก occlusive หรือ semi permeable ปิดแผลเพื่อควบคุมให้สิ่งแวดล้อมของแผลชุ่มชื้น


3. ภาวะโภชนา (Nutritional Status)
ูแลเพิ่มอาหารประเภทโปรตีนเพื่อช่วยในการส่งเสริมการหายของแผล ระดับของโปรตีนที่ผู้ป่วยที่มีแผลกดทับต้องการคือ 1.0-1.2 gm/kg/day รวมทั้งวิตามินซี ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับอาหารและ น้ำที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ถ้าผู้ป่วยรับทางปากได้น้อย ดูแลแนะนำอาหารอื่นๆ เช่น นม ไอศกรีม หรืออาหาร เสริมสำหรับผู้ป่วยที่มีขายทั่วไปเพื่อทดแทนสารอาหารและพลังงานได้แต่ถ้ารับทางปากไม่พอหรือไม่ได้เลยคงต้องเป็นทาง สายยางให้อาหารหรือทางหลอดเลือดดำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา

4. การกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต สามารถทำได้โดยการกระตุ้นให้ผู้ป่วยได้มีการเคลื่อนไหวของร่างกาย เคลื่อนย้าย ผู้ป่วยจากเตียงลงมานั่งบ้าง (ในสะภาวะที่พร้อม) และงดการสูบบุหรี่

5. การให้ความรู้ (Education) มีความสำคัญค่อนข้างมากในปัจจุบัน เนื่องจากถ้าผู้ป่วยและญาติมีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับแผลกดทับ แล้วจะสามารถปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง แนวโน้มการเกิดแผลกดทับก็จะลดลงได้และยังมีผลระยะยาวที่จะ ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาแผลกดทับลง




............................................................................
บริษัท ไทยยูเรคา เมดิคอล จำกัด
38/19 ม.1 ซ.สุภาพงษ์ 3 ถ.ศรีนครินทร์ แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพฯ 10250
โทรศัพท์ : 02-748 1250-1 โทรสาร : 02-748 1252 E-mail : ureka@bedsorethai.com